blockchain กับการยอมรับ..

(Feb 10) บล็อกเชน'ใกล้ตัวกว่าที่คิดถอดรหัสเทรนด์เทคโนโลยี : กระแสของบล็อกเชน (Blockchain) เริ่มมีการพูดถึงและให้ความสนใจในหลายวงการ ในฐานะเทคโนโลยีใหม่ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลก เมื่อเร็ว ๆ นี้ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) จึงเปิดเวทีโดยนำ 2 นักวิจัยใต้สังกัดมาชี้ชัด ๆ ให้เห็นว่า "บล็อกเชน" ไม่ใช่เรื่องไกลตัวจับต้องยากแต่อย่างใด
       
 เริ่มจาก "ดร.เอมอัชนา นิรันตสุขรัตน์" นักวิจัยเทคโนโลยีทางด้านเครือข่ายเนคเทค เปิดเผยว่า บล็อกเชนเป็น 1 ใน 10 เทคโนโลยีที่เป็นเทรนด์ในปีนี้ จากการสำรวจข้อมูลของบริษัทวิจัย Gartner หลังจากเริ่มเกิดขึ้นในปี 2551 โดยหลักการทำงานอย่างกว้าง ๆ ของบล็อกเชนคือการเก็บข้อมูล Ledger (บัญชีแยกประเภท) ให้กระจายออกไปแทนที่จะเก็บไว้ในศูนย์กลางที่เดียว และทุกคนสามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลา โดยการเก็บข้อมูลจะเก็บแยกตามลำดับทรานแซ็กชั่นที่เกิดขึ้นก่อน-หลัง จากนั้นจะจัดกลุ่มเป็นบล็อกแล้วเชื่อมแต่ละบล็อกเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งมีข้อดีคือสร้างความน่าเชื่อถือ ปลอดภัยจากการโจมตีเปลี่ยนแปลงข้อมูล เนื่องจากฐานข้อมูลมีการเก็บไว้ในหลาย ๆ ที่
       
"เมื่อพูดถึงบล็อกเชนก็จะมีคำว่า บิตคอยน์ (Bitcoin : สกุลเงินดิจิทัลที่ใช้แลกเปลี่ยนกัน) พ่วงมาด้วย บล็อกเชนกับบิตคอยน์เกิดขึ้นพร้อมกัน โดยบล็อกเชนคือกระดูกสันหลังของบิตคอยน์ ซัพพอร์ตซึ่งกันและกันขาดกันไม่ได้ ขณะที่บิตคอยน์ถือเป็น Original Blockchain ที่เปิดระบบเป็น Public คือเปิดให้ทุกคนเข้ามาเชื่อมต่อบล็อก ได้หมด"
       
โดยข้อมูลในบล็อกจะใช้การเข้ารหัส และใช้แรงจูงใจทางเศรษฐกิจเพื่อให้เกิด Consensus หรือฉันทามติที่จะทำให้คนเข้ามาในบล็อกเชน และทำให้ทุกคนที่เข้ามาเชื่อมต่อยินยอมที่จะเชื่อมบล็อก จะอัพเดตข้อมูลพร้อม ๆ กันอยู่ตลอด เวลา
       
 ซึ่งแรงจูงใจที่สำคัญคือ หากผู้สร้างบล็อกหรือที่เรียกว่า Miner สามารถ ดึงข้อมูลมาตรวจสอบ Run โปรแกรมได้สำเร็จ จนสามารถประกาศบล็อกออกสู่สาธารณะเพื่อเปิดรอให้คนอื่น ๆ มาเชื่อมต่อได้ 1 บล็อกจะได้เงินตอบแทน 12 บิตคอยน์
       
 มูลค่าล่าสุดเท่ากับ 3.5 แสนบาท แต่ขั้นตอนทั้งหมดไม่ง่ายเพราะ Miner ทั่วโลก ต้องแข่งกันทำให้ได้เร็วที่สุด บนพื้นฐานที่แต่ละบล็อกต้องได้รับการตรวจสอบให้ได้ตามมาตรฐานด้านการเก็บข้อมูลและซีเคียวริตี้ที่จะไม่ให้โดนแฮกได้ เนื่องจากหลักการสำคัญในบล็อกเชน คือข้อมูลในบล็อกที่ประกาศสู่สาธารณะ เพื่อให้ทุกคนอัพเดตแล้วจะไม่มีการแก้ไขข้อมูล
       
Private Block แรงผลักฟินเทค
       
 "ดร.สุพร พงษ์นุ่มกุล" นักวิจัยจากห้องปฏิบัติการวิจัยเทคโนโลยีการวิเคราะห์กระบวนการเชิงคำนวณ เนคเทค ขยายความว่า บล็อกเชนมี 2 ประเภท คือ Public และ Private โดย Private Blockchain เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดของ Public Blockchain ที่ใช้เวลาในการประมวลผลข้อมูลเพื่อตรวจสอบนาน (10 นาที/บล็อกสำหรับบิตคอยน์) ทั้งยังมีการใช้ทรัพยากรในการประมวลผลอย่างมหาศาล โดยเฉพาะพลังงานที่มีการประเมินว่า ในการ Run ระบบอาจใช้พลังงานเท่ากับที่ประเทศเล็ก ๆ ใช้ การเปิดให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูลทั้งหมดได้ แต่ไม่รู้ตัวตนของผู้ใช้ระบบ ซึ่งไม่เหมาะกับการใช้งานในวงการเงินที่ต้องการสร้างความเชื่อมั่นในระบบ จึงเป็นที่มาของการที่หลายองค์กรเข้ามารวมตัวกันเพื่อตั้งบล็อกเฉพาะที่ควบคุมเอง อนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลได้เฉพาะกลุ่มที่คัดเลือกมาแล้ว ซึ่งฟินเทคกำลังโฟกัส เทคโนโลยีนี้
       
 "เดิมกระแสบล็อกเชนที่มาแรง ทำให้ธุรกิจกลัว กังวลผลกระทบที่จะเกิดขึ้น แต่ตอนนี้มีบริษัทการเงินเยอะมากที่กลัวตกขบวนจึงสนใจจะนำ Private Blockchain นำมาใช้เพื่อลดขั้นตอนให้ลูกค้า ลดเวลา ลดต้นทุน ช่วยเพิ่มศักยภาพบริการด้วยการนำแต่ละส่วนของบล็อกมาพัฒนาโดย สตาร์ตอัพ อาทิ ในสหรัฐอเมริกามีไอเดียจะทำระบบข้อมูลสุขภาพด้วยการใช้บล็อกเชน ซึ่งจะต่างจากการปรับองค์กรเข้าสู่โลกดิจิทัลในทุกวันนี้ ที่บางส่วนยังคงใช้มนุษย์เป็นหลักในการขับเคลื่อน แต่บล็อกเชนจะออกแบบการทำงานให้คิดวิเคราะห์ตามเงื่อนไขที่ตั้งไว้โดยอัตโนมัติ"
       
 ซึ่งคาดการณ์ว่าในปี 2568 จะเป็นยุคทองของบล็อกเชน และจะเป็นเทคโนโลยีที่ Mature มากพอที่จะเริ่มล้มธุรกิจที่หารายได้ จากการเป็นตัวกลางให้ค่อย ๆ หายไปได้ โดยมี Private Blockchain เป็นแรงผลักที่สำคัญ ซึ่งไทยก็มีเทรนด์ที่ไม่ต่างจากในต่างประเทศ
     
  ใกล้ตัวธุรกิจทุกระดับ
       
 แม้ว่า "บล็อกเชน" จะเป็นเทรนด์ระดับโลก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวของธุรกิจขนาดเล็ก "ดร.เอมอัชนา" กล่าวว่า ด้วยกระแสเทคโนโลยีที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ช่วยตอกย้ำ ว่าโลกธุรกิจทุกวันนี้ทุกคนต้องศึกษาและปรับตัวรับสิ่งใหม่เสมอ ถึงจะอยู่รอด
       
 "อย่างสตาร์ตอัพฮิต ๆ ทุกวันนี้มักสร้างธุรกิจจากการเป็นแพลตฟอร์มตัวกลางทั้งนั้น อย่างอูเบอร์ อโกด้า แต่นี่คือธุรกิจกลุ่มแรก ๆ ที่อาจโดนบล็อกเชนทำลาย แม้ว่าจะยังเห็นบรรดานักลงทุน หรือ VC เทเงินใส่สตาร์ตอัพ กลุ่มนี้อยู่ แต่ยิ่งแสดงให้เห็นว่าเทรนด์ธุรกิจทุกวันนี้หมุนไวมาก และบล็อกเชนเองก็มีข้อดีที่ละเลยไม่ได้ ซึ่ง SMEs เล็ก ๆ ก็สามารถใช้ประโยชน์จากบล็อกเชนได้ โดยตั้งโจทย์การใช้ที่เหมาะสม อาทิ ใช้ในระบบการขนส่งสินค้าด้วยการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายในกลุ่มโลจิสติกส์เพื่อสร้าง Private Blockchain ของตัวเองขึ้นมาแทนที่แพลตฟอร์มตัวกลางในธุรกิจของ ตัวเอง"
       
ข้อควรระวังในการนำมาใช้
       
 แต่การนำบล็อกเชนมาใช้ต้องให้มั่นใจว่า ไม่มีทางเลือกอื่นที่จะดีกว่านี้ เพราะในหลายกรณีก็มีวิธีอื่นที่ช่วยให้กระบวนการธุรกิจทำได้เร็วกว่าใช้บล็อกเชน ซึ่งมีข้อจำกัด เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ยังมีตัวอย่างการพัฒนาไม่มาก ขาดบุคลากรที่เชี่ยวชาญจริง ๆ ซึ่งการนำไปใช้โดยไม่เชี่ยวชาญก็อันตรายมาก เพราะควบคุมได้ยากที่จะให้แน่ใจว่าในบล็อกเชนที่สร้างขึ้นไม่มีจุดอ่อนให้ใครแฮกได้
       
 สำหรับธุรกิจที่สนใจจะลงทุนบล็อกเชน สิ่งที่จำเป็นคือต้องมีผู้เชี่ยวชาญที่ปรึกษาที่เป็นกลาง ที่จะเข้ามาช่วยวิเคราะห์ปัญหาของธุรกิจที่มีว่าจะสามารถแก้ได้ด้วยเทคโนโลยีใดบ้าง เพื่อให้คุ้มค่าที่สุด ไม่ใช่แนะนำให้ซื้อ ๆ อย่างเดียว ส่วนการลงทุนก็จะมีในส่วนของอินฟราสตรักเจอร์ เหมือนระบบเก่า คือต้องมีเซิร์ฟเวอร์ มีเน็ตเวิร์ก ซึ่งจะต้องรองรับการรับส่งดาต้ามหาศาลที่ยังเป็นจุดอ่อนของบล็อกเชนคือใช้ทรัพยากรประมวลผลมาก ที่สำคัญคือต้องมีไอทีซัพพอร์ตด้วย
       
 อย่างไรก็ตาม หากไม่รู้ว่าจะไปหาที่ปรึกษาที่มีความรู้ มีความเป็นกลางเพียงพอที่จะไม่เน้นขายผลิตภัณฑ์ ก็เดินมาปรึกษาที่เนคเทคได้ เพราะเป็นอีกหน้าที่หนึ่งของ เนคเทคในการให้คำปรึกษาสำหรับองค์กรธุรกิจในการพัฒนาศักยภาพ ซึ่งท้ายที่สุดก็ จะเป็นการยกระดับศักยภาพของประเทศ ด้วย


Source: ประชาชาติธุรกิจ

ไม่มีความคิดเห็น:

ขับเคลื่อนโดย Blogger.